แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เส้นใย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เส้นใย แสดงบทความทั้งหมด


เส้นใยในโลกของเรามีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเส้นใยสังเคราะห์ เส้นใยกึ่งสังเคราะห์ หรือเส้นใยธรรมชาติ ซึ่งเส้นใยเหล่านี้เมื่อเราจะนำมาปั่นเป็นเส้นด้าย เพื่อนำเข้าสู่กระบวนทางสิ่งทอต่อไป ย่อมต้องมีข้อจำกัด หรือเงื่อนไขบางประการที่จะสามารถบ่งบอกในเบื้องต้นได้ว่า เส้นใยเหล่านั้นสามารถนำมาปั่นเป็นเส้นด้ายได้หรือไม่
1. เส้นใยจะต้องมีความยาวของเส้นใยอย่างน้อย 5 mm. (Length)
2. มีการบิดรูปได้ (Flexibility)
3. มีความสามารถในการจะรวมตัวกันได้ (Cohesiveness)
4. มีความแข็งแรง (Strength)
นอกจากนี้แล้วก็ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ ที่ควรคำนึงถึง เช่น ความยืดหยุ่น (Elasticity) ความละเอียดของเส้นใย (Fineness) ความสามารถในการรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน (Uniformity) ความคงทน (Durability) และสุดท้ายการสะท้อนแสง (Luster)
Continue reading

รู้จักกับเส้นใยสิ่งทอ


ใน ตอนที่แล้ว รู้จักกับเส้นใย ( ตอนที่ 2 ) เราได้พูดถึง คุณสมบัติของเส้นใยที่มีต่อผ้าที่ผลิตออกมา ในตอนนี้เราจะมากล่าวถึง คุณสมบัติของเส้นใยที่ควรรู้กันบ้าง

คุณสมบัติของเส้นใย ( Fibre Property ) กระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมสิ่งทอ สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรก และต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมากก็คือ คุณสมบัติของเส้นใยที่จะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบได้อย่างเหมาะสม จึงต้องมีองค์ประกอบดังนี้

• ขนาดความโตของเส้นใย ( DE )
• ความยาวของเส้นใย ( MM. )
• ความแข็งแรงของเส้นใย ( Gm/DE )
• การยืดตัวของเส้นใย ( % )
• ความชื้นในเส้นใย ( % )
• ภาพตัดตามขวางของเส้นใย ภาพตัดตามยาวของเส้นใย

คุณสมบัติของเส้นใยที่กล่าวมานี้ จะมีผลโดยตรงในกระบวนการผลิตตั้งแต่ การเตรียมเส้นใย, การปั่น, การทอ, การย้อม และการตกแต่งสำเร็จ ดังนั้นจะกล่าวว่าการเตรียมเส้นใยเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญมากในการผลิตก็ไม่ ผิต เพราะว่า ถ้าเราเตรียมเส้นใยได้ดี การทำงานในขั้นตอนต่อไปก็สำเร็จโดยง่ายและ ไม่เกิดเป็นของเสีย ( Waste ) ระหว่างกระบวนการผลิต
Continue reading

เส้นใยฝ้าย ( Cotton Fiber )



ฝ้ายเป็นพืชเส้นใยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและเป็นที่นิยมใช้มากที่สุดในโลก ฝ้ายมีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกากลางและเอเชียตอนใต้ ฝ้ายถูกใช้ในการทำเครื่องนุ่งห่มหรือสิ่งทออื่นๆ 
สำหรับในวิถีชีวิตของคนไทย มีการปลูกฝ้ายมาตั้งแต่โบราณเพื่อประโยชน์ใช้สอยในครอบครัว ปัจจุบันประเทศมีความต้องการฝ้ายในภาพรวมมากขึ้น ตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการส่งออกผลิตภัณฑ์สิ่งทอเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ประเทศไทยต้องนำเข้าปุยฝ้ายจากต่างประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล อีกทั้งการปลูกในประเทศต้องใช้ต้นทุนการผลิตสูง เนื่องจากค่าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งทำให้ไม่ปลอดภัยต่อผู้ผลิต และเป็นปัญหาต่อสภาพแวดล้อม ในขณะที่ยังมีความจำเป็นในการใช้เส้นใยจากพืชนี้อยู่


เส้นใยฝ้ายหรือปุยฝ้ายได้จากผลฝ้าย ที่เรียกว่า สมอ เส้นใยคือเซลล์ผิว (epidermal cell) ของเปลือกเมล็ด ซึ่งมีรูปร่างยาวเหมือนเส้นผม การแยกเส้นใยออกจากเมล็ดฝ้าย เรียกว่า การหีบฝ้าย เส้นใยฝ้ายสามารถนำไปทำผลิตภัณฑ์ได้นานาชนิด ตั้งแต่สำลี เส้นด้าย ทอเป็นผ้าฝ้าย ผสมในกระดาษ และกระดาษพิมพ์ ส่วนขนปุยสั้นๆที่ติดอยู่ที่เมล็ด ใช้ทำพรม โดยใช้พื้นรองพรมเป็นเส้นใยปอแก้ว
การเก็บฝ้ายในบ้านเรามักเก็บด้วยมือ โดยเลือกผลฝ้ายที่แตกแล้ว ดึงเส้นใยออกจากสมอ ส่งไปโรงงานหีบฝ้ายเพื่อแยกเมล็ดออก หลังจากนั้นจะนำเส้นใยไปทำสำลี ปั่นเป็นเส้นด้าย หรืออัดเป็นแท่ง ส่วนเมล็ดฝ้ายที่แยกเอาเส้นใยออกไปแล้ว นำไปสกัดน้ำมัน เรียกว่าน้ำมันเมล็ดฝ้าย ฝ้าย 10 กิโลกรัมให้เส้นใยประมาณ 3.5 กิโลกรัม และให้น้ำมันประมาณ 1 กิโลกรัม

ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกฝ้ายเพื่อขายเชิงพาณิชย์เป็นหลักและไม่ใช้พันธุ์พื้นบ้านที่ปลูกกันในท้องถิ่น จะเป็นพันธุ์ที่ให้ปริมาณดอกฝ้ายมากให้ผลผลิตสูง แต่ก็ไม่ทนทานต่อสภาพพื้นที่ จึงต้องใช้สารเคมีช่วยในการกำจัดศัตรูพืช เพื่อให้ปริมาณฝ้ายได้มากและคุ้มค่ากับการลงทุน เกษตรกรส่วนใหญ่จึงนิยมปลูกฝ้ายแบบใช้สารเคมีช่วย เมื่อเป็นเช่นนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ตามมาเช่นกัน


(เรียบเรียงโดย Kanji) 



Credit:

>>>> เส้นใยฝ้าย <<<<

Continue reading

รู้จักกับเส้นใยสิ่งทอ

คุณสมบัติของเส้นใย

สมบัติของเส้นใยมีผลโดยตรงต่อสมบัติของผ้าที่ทำขึ้นจากเส้นใยนั้นๆ ผ้าที่ทำจากเส้นใยที่แข็งแรงก็จะมีความแข็งแรงทนทานด้วย หรือเส้นใยที่สามารถดูดซับน้ำได้ดีจะส่งผลให้ผ้าสามารถดูดซับน้ำและความชื้นได้ดี เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในส่วนที่มีการสัมผัสกับผิวและดูดซับน้ำ เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าอ้อม เป็นต้น
       ดังนั้นการที่เราเข้าใจสมบัติของเส้นใย จะช่วยทำให้สามารถทำนายสมบัติของผ้าที่มีเส้นใยนั้นๆ เป็นองค์ประกอบ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์สุดท้ายได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถเลือกชนิดของผลิตภัณฑ์ในเบื้องต้น ได้ถูกต้องตามความต้องการ ของการนำไปใช้งาน โดยการคาดเดาจากองค์ประกอบที่แจ้งไว้ในป้ายสินค้า ยกตัวอย่างเช่น ในเส้นใยที่สามารถดูดซับน้ำได้น้อย จะส่งผลให้ผ้าที่ทำจากเส้นใยชนิดนี้มีสมบัติดังนี้

       
• เกิดไฟฟ้าสถิตย์ (Static build-up) บนเนื้อผ้าได้ง่าย ทำให้ผ้าลีบติดตัว
       
• ผ้าแห้งเร็ว เนื่องจากมีปริมาณน้ำที่ดูดซับน้อยและไม่มีพันธะ (bond) ระหว่างเส้นใยและ โมเลกุลของน้ำ
       
• ย้อมติดสียาก เนื่องจากการย้อมสีส่วนใหญ่อาศัยน้ำเป็นตัวกลางพาโมเลกุลของสีเข้าไปในเนื้อผ้า ผ้าที่ไม่ดูดซับน้ำจึงติดสีย้อมได้ยากกว่า
       
• สวมใส่สบายน้อยกว่า เนื่องจากการเหงื่อที่อยู่บนผิวถูกดูดซับน้อยทำให้รู้สึกเปียกชื้นได้
       
• คงรูปได้ขณะเปียก (หรือขณะซัก) และผ้ายับน้อย ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณน้ำที่ถูกดูดซับมีน้อย และไม่เกิดพันธะระหว่างเส้นใย และโมเลกุลของน้ำ ที่จะทำให้โครงสร้างเปลี่ยนแปลงไป 
สมบัติของเส้นใยที่มีผลต่อสมบัติผ้า

1. สมบัติรูปลักษณ์ (Aesthetic properties)
            รูปลักษณ์ภายนอกของผ้ามักเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ว่ามีความเหมาะสมต่อการนำไปใช้หรือไม่ สมบัติเหล่านี้ได้แก่ความเป็นมันวาว การทิ้งตัวของผ้า เนื้อผ้า และสัมผัส 

       1.1 สมบัติความเป็นมันวาว (Luster)
              สมบัตินี้เกี่ยวข้องกับปริมาณแสงที่ถูกสะท้อนกลับโดยผิวหน้าของผ้า ซึ่งผ้าที่สะท้อนแสงกลับออกมามากก็จะมีความเป็นมันวาวมาก สมบัตินี้ขึ้นอยู่กับลักษณะผิวหน้าของเส้นใย ด้าย สารเติมแต่ง และโครงสร้างผ้า ผ้าไหมเป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีความมันวาวสูงเนื่องจากเส้นใยไหมมีผิวหน้าที่เรียบและเป็นเส้นยาวต่อเนื่อง (filament) การเลือกระดับของความมันวาวของผ้ามักขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งาน

       1.2 การทิ้งตัวของผ้า (Drape)
              สมบัติการทิ้งตัวของผ้าเกี่ยวข้องกับลักษณะที่ผ้าตกลงบนรูปร่างที่เป็น 3 มิติ เช่นบนร่างกาย หรือบนโต๊ะ ว่าสามารถโค้งงอตามรูปทรงที่ผ้าวางอยู่ได้มากน้อยเพียงใด ผ้าที่สามารถทิ้งตัวได้ดีก็จะดูอ่อนนุ่ม สามารถจัดเข้ากับรูปทรงได้ง่าย ส่วนผ้าที่ทิ้งตัวได้น้อยมักจะมีความแข็ง สมบัติเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความละเอียดของเส้นใย รวมทั้งลักษณะของเส้นด้ายและโครงสร้าง (การถักทอ)ของผ้าด้วย 

       1.3 เนื้อผ้า (Texture)
              เป็นสมบัติที่เกี่ยวข้องทั้งด้านที่มองเห็นด้วยตาและที่สัมผัสด้วยมือ ผ้าอาจจะมีผิวที่ดูเรียบ หรือขรุขระ ผ้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติมักจะมีผิวที่ดูไม่สม่ำเสมอเมื่อเทียบกับผ้าที่ทำจากเส้นใยประดิษฐ์ที่มีผิวเรียบ สมบัติของเนื้อผ้าขึ้นอยู่กับความเรียบของผิวหน้าของเส้นใยและเส้นด้าย ลักษณะการถักทอผ้าและการตกแต่งสำเร็จก็มีผลต่อสมบัติเนื้อผ้าเช่นกัน

       1.4 สมบัติต่อผิวสัมผัส (Hand)
              สมบัติต่อผิวสัมผัสเกี่ยวข้องกับความรู้สึกต่อผิวเมื่อสัมผัสกับเนื้อผ้า ผ้าแต่ละชนิดอาจให้ความรู้สึกเย็น อุ่น หนา บาง ลื่น หรือนุ่ม แตกต่างกันไป สมบัตินี้ขึ้นอยู่กับสมบัติผิวหน้าของเส้นใย และเส้นด้าย รวมทั้งโครงสร้าง (การถักทอ) ของผ้าด้วย

 2. สมบัติความทนทาน
            สมบัติความทนทานของผ้ามีผลต่ออายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ทำจากผ้านั้นๆ สมบัติความทนทานของผ้าครอบคลุมทั้งสมบัติการทนต่อแรงเสียดสี (abrasion resistance) ทนต่อแรงดึง (tenacity) 

       2.1 สมบัติการทนต่อแรงเสียดสี 
              เป็นสมบัติที่บอกถึงความสามารถของผ้าที่ทนต่อแรงขัดถู หรือเสียดสี ที่มักเกิดขึ้นตลอดเวลาการใช้งานของสิ่งทอ โดยเฉพาะเสื้อผ้า นอกจากนี้ความสามารถในการพับงอไปมาโดยไม่ขาด (flexibility) ก็เป็นสมบัติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสมบัติความทนของผ้า 

       2.2 สมบัติความทนต่อแรงดึง
              เป็นความสามารถของผ้าในการทนต่อแรงดึง ซึ่งความแข็งแรงนี้นอกจากจะขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของเส้นใยแล้ว ยังขึ้นอยู่กับลักษณะของเส้นด้ายและการขึ้นรูปเป็นผ้าอีกด้วย 

3. สมบัติความใส่สบาย (Comfort properties)
            สมบัติความใส่สบายเกี่ยวข้องกับการที่ผู้สวมใส่รู้สึกเมื่อสวมใส่สิ่งทอภายใต้สภาวะสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมต่างๆ สมบัตินี้มีความซับซ้อนเพราะนอกจากจะขึ้นอยู่กับสมบัติของผ้าที่เกี่ยวข้องจริงต่อความรู้สึกสบายในการสวมใส่แล้ว ยังขั้นอยู่กับอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งสำคัญมากคือความรู้สึกพึงพอใจของผู้สวมใส่ที่มีต่อผลิตภัณฑ์สิ่งทอนั้นๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความแตกต่างหลากหลายขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัว และทัศนคติที่ผู้สวมใส่มีต่อผลิตภัณฑ์ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะปัจจัยกลุ่มแรกที่เกิดจากตัวผลิตภัณฑ์เอง

       3.1 สมบัติการดูดซับน้ำ (Absorbency)
           เป็นสมบัติที่เกี่ยวข้องกับความสามารถของเส้นใยที่จะดูดซับโมเลกุลของน้ำจากร่างกาย (ผิวหนัง) หรือจากอากาศรอบๆ 
              จากที่กล่าวมาแล้วนี้ เราจะเห็นได้ว่าสมบัติของผ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับสมบัติของเส้นใยเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นอีกหลายอย่าง เช่น ชนิดและโครงสร้างของเส้นด้าย กระบวนการผลิตผ้า เป็นต้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อรูปลักษณ์ เนื้อผ้า ราคา สมรรถนะการใช้งาน รวมไปถึงการดูแลรักษา สารเติมแต่งก็มีผลต่อสมบัติด้านสัมผัส (hand properties) รูปลักษณ์ และสมรรถนะการใช้งานของผ้าด้วยเช่นกัน

(เรียบเรียงโดย Kanji)

Credit:

>>>> รู้จักกับเส้นใย (ตอนที่ 3) <<<<
Continue reading

เส้นใย

เส้นใย หมายถึง พอลิเมอร์ซึ่งเกิดจากโมเลกุลหลายๆ โมเลกุลมาเรียงตัวกันเป็นโซ่ยาวที่สามารถนำมาเป็นเส้นด้าย หรือเส้นใย ทั้งนี้วัสดุสารใดๆทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้นที่จะจัดเป็นเส้นใย จะต้องมีอัตราส่วนระหว่างความยาวต่อเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับหรือมากกว่า 100 เท่า จึงจะสามารถขึ้นรูปเป็นผ้าได้ และต้องเป็นองค์ประกอบที่เล็กที่สุดของผ้า ไม่สามารถแยกย่อยในเชิงกลได้อีก

ประเภทของเส้นใย

เราสามารถแยกประเภทของเส้นใยได้หลายแบบขึ้นอยู่กับลักษณะการแบ่ง ในที่นี้เราแบ่งตามแหล่งกำเนิดของเส้นใยซึ่งจะแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ เส้นใยธรรมชาติและเส้นใยประดิษฐ์ ในกลุ่มของเส้นใยธรรมชาติก็ยังแบ่งย่อยได้อีกเป็นเส้นใยที่มาจากพืช จากสัตว์ และจากแร่ ส่วนเส้นใยประดิษฐ์สามารถแยกเป็นเส้นใยที่ประดิษฐ์จากธรรมชาติ เส้นใยสังเคราะห์ และเส้นใยที่ประดิษฐ์จากวัสดุอื่นๆ

1. เส้นใยธรรมชาติ (Natural fibers)
- เส้นใยพืช เช่น ฝ้าย ลินิน ปอ รามี ป่าน นุ่น
- เส้นใยสัตว์ เช่น ขนสัตว์ (wool) ไหม (silk) ผม (hair)
- แร่ เช่น แร่ใยหิน (asbestos)

2. เส้นใยประดิษฐ์ (Man-made fibers)
- ประดิษฐ์จากธรรมชาติ เช่น เรยอน อะซิเทต ไตรอะซีเทต
- เส้นใยสังเคราะห์ เช่น โอเลฟินส์ โพลีเอสเทอร์ โพลีอรามิด ไนลอน

ความยาวเส้นใย (Fiber length)

เส้นใยมีทั้งชนิดสั้นและยาว ซึ่งความยาวของเส้นใยจะมีผลต่อสมบัติและการนำไปใช้งานของผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับชนิดของเส้นใยทั้งสองนี้ก่อน

เส้นใยสั้น (Staple fiber) เป็นเส้นใยที่มีความยาวอยู่ในช่วง 2 ถึง 46 เซนติเมตร (หรือ ? ถึง 18 นิ้ว) เส้นใยธรรมชาติทั้งหมดยกเว้นไหมเป็นเส้นใยสั้น ยกตัวอย่างเช่น เส้นใยฝ้าย นุ่น ขนสัตว์ เส้นใยสั้นที่มาจากเส้นใยประดิษฐ์มักทำเป็นเส้นยาวก่อนแล้วตัด (chop) เป็นเส้นใยสั้นตามความยาวที่กำหนด

เส้นใยยาว (Filament fiber) เป็นเส้นใยที่มีความยาวต่อเนื่องไม่สิ้นสุด มีหน่วยวัดเป็นเมตรหรือหลา เส้นใยยาวส่วนใหญ่เป็นเส้นใยประดิษฐ์ ยกเว้นไหมซึ่งเป็นเส้นใยยาวที่มาจากธรรมชาติ เส้นใยยาวอาจเป็นชนิดเส้นยาวเดี่ยว (monofilament) ที่มีเส้นใยเพียงเส้นเดียว หรือเส้นใยยาวกลุ่ม (multifilament) ซึ่งจะมีเส้นใยมากกว่า 1 เส้นรวมอยู่ด้วยกันตลอดความยาว เส้นยาวที่ออกมาจากหัวฉีด (spinnerets) จะมีลักษณะเรียบซึ่งมีลักษณะเรียบคล้ายเส้นใยไหม หากต้องการลักษณะเส้นใยที่หยักก็จะต้องนำไปผ่านกระบวนการทำหยัก (crimp) ซึ่งเส้นใยที่ได้จะมีลักษณะคล้ายเส้นใยฝ้าย หรือขนสัตว์ ซึ่งส่วนมากเส้นใยที่ทำหยักมักจะนำไปตัดเพื่อทำเป็นเส้นใยสั้น

เส้นใยยาว (Filament fiber) แบ่งเป็น
1. โมโนฟิลาเมนท์ (Monofilaments): ใยยาวเดี่ยว เรียบ ทนทาน ทอเป็นผ้าเนื้อละเอียด บางเบา ใช้ทำเสื้อชั้นใน ถุงเท้า มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
2. มัลติฟิลาเมนท์ (Multifilaments): ใยยาวรวม ใยยาวหลายเส้นมาเข้าเกลียวรวมกัน ทอเป็นผ้าผิวสัมผัสนุ่ม เงางาม จับจีบได้ดี ลักษณะคล้ายไหม

(เรียบเรียงโดย Kanji)

Credit:
http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type2/science04/18/Web/fiber.html
http://www.naturalfibres2009.org/en/fibres/
http://ssingh2301.blogspot.com/2011/07/fibres.html
http://www2.mtec.or.th/th/research/textile/textile_sci.html

>>>> รู้จักกับเส้นใย (ตอนที่ 2) <<<<
Continue reading